top of page

จดหมายข่าว — เมษายน 2569

  • 5 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

ก่อนเข้าฤดูหนาว สามเณรฐิตัตโตได้เดินทางมาจากวัดสุเมธาราม ประเทศโปรตุเกส และท่านอาทิจโจได้เดินทางไปศึกษาปฏิบัติธรรม ณ วัดธรรมคิรี เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ฤดูหนาวปีนี้จึงมีพระเณรพำนักอยู่ที่วัดด้วยกันสองรูป หากไม่นับรวมกับจำนวนพระเณรที่มาอยู่ปฏิบัติและช่วยงานอยู่ด้วยในระยะยาว ๆ แล้ว โดยรวมถือว่าเป็นปีที่สัปายะมากที่สุดอีกปีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคคล อากาศ อาหาร และสภาพแวดล้อม แม้หิมะจะตกไม่มากและไม่หนา แต่ด้วยอากาศที่แห้งและแสงแดดที่ดี จึงทำให้หิมะปกคลุมอยู่นาน


กิจกรรม และการเปลี่ยนแปลง


บิณฑบาต

ทางวัดยังคงออกบิณฑบาตเป็นประจำตลอดฤดูหนาว ณ ร้านวิถีไทย เมือง Sellebakk และร้านโรยัลไทย เมือง Fredrikstad



ขอพรปีใหม่หลวงพ่อใหญ่วัดไทยนอร์เวย์

คณะสงฆ์และญาติโยมวัดป่าชิปท์เว็ท ได้เดินทางไปกราบขอพรหลวงพ่อใหญ่วัดไทยนอร์เวย์ (พระราชวชิรศาสนวิเทศ) ท่านได้เมตตาสนทนาธรรม โดยใจความสำคัญของธรรมะที่หลวงพ่อได้แสดงคือ ท่านกล่าวว่า เมื่อคนเราทราบว่าตนเองเป็นโรคร้าย ความรู้สึกกลัวตายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจะถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง เราจะรู้สึกว่าไม่มีใครช่วยเราได้เลย ต่อให้หมอจะเก่งเพียงใด หรือจะมีญาติพี่น้องและคนรักคอยสนับสนุนเพียงไหน ก็ไม่มีใครสามารถช่วยเรา (จากความตาย) ได้

ประชุมกับเจ้าหน้าที่และผู้นำศาสนา

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีทางวัดได้เข้าร่วมประชุมกับกลุ่มผู้นำทางศาสนา ซึ่งจัดโดยสำนักงานตำรวจเมือง Askim เพื่อหารือแนวทางป้องกันเยาวชนจากการถูกชักชวนให้ก่ออาชญากรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Network)



การปรับเปลี่ยนวัน เวลา และกิจกรรม

เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ ทางวัดได้ปรับเปลี่ยนกำหนดการกิจกรรมและข้อมูลบนเว็บไซต์ ดังนี้:


  • ที่อยู่เว็บไซต์: จะเปลี่ยนกลับไปใช้ https://skogskloster.no ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

  • กรรมฐานหนึ่งวัน: เปลี่ยนจากวันเสาร์แรก (หรือเสาร์ที่สอง) ของเดือน เป็น วันอาทิตย์

  • ทำวัตรสวดมนต์วันจันทร์: เปลี่ยนชื่อเป็น "ทำวัตรสวดมนต์เย็น" และย้ายไปจัดใน เย็นวันอังคาร

  • ธรรมภาวนาออนไลน์ประจำวันเสาร์: ได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์ศรีศักดิ์, พระอาจารย์ชนะไพรี และพระอาจารย์มหาสมภพ มาเป็นผู้นำสวดมนต์ภาวนาอย่างสม่ำเสมอ


นอกจากนี้ ทางวัดได้เปิดช่องทางออนไลน์เพื่อให้ญาติโยมที่ไม่สะดวกเดินทางมายังวัด ได้เข้าร่วมทำวัตรสวดมนต์ประจำวันได้อีกทางหนึ่ง



นิทรรศการแสดงพระพุทธรูปปางต่าง ๆ


ทางวัดร่วมกับห้องสมุดเมืองชิปท์เว็ท (Skiptvet) ได้จัดนิทรรศการแสดงพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับปางต่าง ๆ ของพระพุทธรูป โดยเป็นการจัดต่อเนื่องเพิ่มเติมจากนิทรรศการที่ทางวัดจัดขึ้นในงานครบรอบ 10 ปี เมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

นิทรรศการเริ่มจัดตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา โดยจัดแสดงพระพุทธรูปเดือนละปาง


  • มกราคม: พระแก้วมรกต 

  • กุมภาพันธ์: พระปางลีลา

  • มีนาคม: พระปางเรือนแก้ว


พิเศษสำหรับเดือนเมษายน

หรับเดือนเมษายน คือการจัดแสดงพระปางมารวิชัย เนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม (Culture History Museum) กรุงออสโล ให้ยืม "พระเมืองฝาง" จำลอง ซึ่ง คาร์ล บ็อค (Carl Bock) นักสำรวจชาวนอร์เวย์ผู้เดินทางไปสำรวจประเทศสยามเมื่อ 140 ปีก่อน ได้นำมายังประเทศนอร์เวย์ และเขียนถึงไว้ในหนังสือ ท้องถิ่นสยามยุคพระพุทธเจ้าหลวง “Temples and Elephants” โดยจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 13-25 เมษายน


ตามด้วยพระพุทธรูปดำแห่งนาลันทาจำลอง ซึ่งเป็นพระปางเดียวกัน แกะสลักจากหินดำเมืองนาลันทา จัดแสดงระหว่างวันที่ 25-30 เมษายน ซึ่งจะนำเสนอในมุมมองที่แตกต่างจากชิ้นงานในพิพิธภัณฑ์ เราขอเชิญทุกท่านสัมผัสพระพุทธรูปดำ เพื่อเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และความศรัทธาอย่างใกล้ชิดด้วยตนเอง


เดือนพฤษภาคมที่จะมาถึง 

ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ จะมีการจัดแสดงพระปางสมาธิ


ท่านสามารถติดตามหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับปางต่าง ๆ ที่ทางวัดและห้องสมุดเมืองชิปท์เว็ทจัดแสดงได้จาก https://www.lokuttara.net/th/statues-and-gestures



สงกรานต์


สงกรานต์ปีนี้วัดเรามีแขกรับเชิญเดินทางมาจากวัดสันตจิตตาราม ประเทศอิตาลี่ ได้แก่พระอาจารย์ปรีชา ชุตินธโร พร้อมกับท่านอภิรักษ์ เอกัคคจิตโต และจากวัดวินกรุม เมืองลิละฮัมเมอร์นำโดยพระอาจารย์ซินเดร อชิโต พร้อมกับพระมาคุช อินทญาโณ และอนาคาริกา ชีซิลลี่ยะ ชยธัมมะ


กิจกรรมช่วงเช้า

ช่วงเช้าคณะโรงทางจัดอาหารหลากหลายชนิดได้ต้อนรับญาติธรรมที่มาร่วมงาน ทำบุญตักบาตร ถวายภัตตราหารคณะสงฆ์ รับประทานอาหารร่วมกัน บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองเฉกเช่นทุกๆ ปี


พิธีกรรมและธรรมเทศนา

ในช่วงเช้ามีพิธีถวายผ้าป่าบังสุกุลแล้ว อาจารย์ปรีชา และพระอาจารย์ซินเดร ได้แสดงธรรมเป็นภาษาไทยและภาษานอร์เวย์ตามลำดับ ตามด้วยการสรงน้ำขอพรจากพระสงฆ์ และผู้ใหญ่ของวัดตามประเพณีสงกรานต์


อัญเชิญรูปเหมือนหลวงปู่ชาขึ้นบูชา

จุดเด่นที่สำคัญเป็นพิเศษของงานนี้คือ พระอาจารย์ปรีชา ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ให้เป็นตัวแทนอัญเชิญรูปเหมือนหลวงปู่ชา ขึ้นประดิษฐานที่แท่นบูชาที่ศาลาปฏิบัติธรรม


ตามด้วยการถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกเป็นจบพิธีสงกรานต์


กราบขอพรสงกรานต์หลวงพ่อใหญ่วัดไทยนอร์เวย์

หลังจากเสร็จพิธีกรรมสงกรานต์ที่วัด คณะสงฆ์ได้เดินทางไปกราบขอพรหลวงพ่อใหญ่วัดไทยนอร์เวย์ (พระราชวชิรศาสนวิเทศ)


ในโอกาสนี้เราได้ขอรับ "พระเมืองฝาง" (จำลอง) มาจัดแสดงนิทรรศการ ณ ห้องสมุดประชาชนชิปท์เว็ท ในการนี้พระอาจารย์ปรีชาได้กราบนิมนต์หลวงพ่อให้เดินทางไปเยี่ยมวัดสันตจิตตาราม ประเทศอิตาลีด้วย


พิจารณาธรรม


ปรับตัวให้เป็นสุข

พระอาจารย์คงฤทธิ์


ในการดำเนินชีวิตให้มีความสุขอย่างยั่งยืนในสังคม ในทางปฏิบัติแล้วไม่ได้แยกทางโลกและทางธรรมออกจากกัน เพราะตามธรรมชาติแล้ว ไม่ใช่ว่าเมื่อประกาศตนหรือเข้าใจว่าตนไม่ใช่คนสนใจธรรมแล้วจะทำอะไรตามใจก็ได้ ยิ่งต้องอาศัยอยู่ในสังคมที่มีผู้คนหลากหลาย ต่างจิตต่างใจ ต่างความคิดเห็น ต่างพื้นฐานการอบรม ซึ่งโดยปกติเรามักจะไม่ไว้ใจหรือไม่มั่นใจกับสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่คุ้นเคย ไปจนถึงไม่ชอบใจหรือรังเกียจ หากสิ่งนั้นเป็นไปในทางแปลกแยก ขัดตา หรือขัดใจ


ยิ่งในสังคมต่างวัฒนธรรมด้วยแล้ว มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คนรอบข้างอาจจะไม่พูดหรือแสดงออกมาตรง ๆ เป็นเพราะเขาคิดว่าทุกคนควรจะรู้ หรือแม้จะรู้ว่าเราคงไม่รู้ กระนั้นก็ไม่อยากจะพูดให้ขัดใจ เพราะเห็นว่าไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจะบอกกล่าว เนื่องจากเข้าใจได้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบถูกขัดคอหรือขัดใจ ไม่ต่างจากเรา


แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ ตัวเราเองที่ไม่ชอบถูกขัดใจ กลับเป็นคนทำสิ่งที่ขัดใจหรือขัดหูขัดตาผู้อื่นเสียเอง ไม่ว่าจะเป็นกิริยาท่าทาง การกระทำ หรือคำพูดที่ห้วน ห้าว หยาบคาย จนถึงขั้นกักขฬะ ดูหมิ่นดูแคลนด้อยค่าผู้อื่น หากสิ่งนี้เกิดในหมู่คนพาลก็พอจะทำใจเข้าใจได้บ้างเพราะเป็นธรรมชาติของเขา แต่หากมาจากประมุข ผู้นำ หรือสังคมผู้ใฝ่ในธรรม ผู้ที่นำธรรมะมาแสดงต่อสาธารณชน สิ่งนี้ย่อมดูผิดแปลกไป แต่ที่แปลกยิ่งกว่าคือคนส่วนหนึ่งกลับนิยมชมชอบ อาจเพราะมองว่าดูมั่นใจ เด็ดขาด เป็นอาการของผู้ไม่ยึดติดในโลก “—อันเป็นของสมมติ” หรืออาจเพียงเห็นว่าสะใจดี บางคนก็แค่อยากรอดูว่า “จะไปได้สักกี่น้ำ”


วิเวกเป็นสุขของผู้ยินดี มีธรรมอันสดับแล้ว พิจารณาเห็นอยู่ ความไม่เบียดเบียน คือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก ความเป็นผู้มีราคะไปปราศแล้ว (คือความก้าวล่วงซึ่งกามทั้งหลายเสียได้) เป็นสุขในโลก การถอนอัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา) ได้ นั่นแลเป็นสุขอย่างยิ่ง” (ขุ.ธ. 25/51): มุจจลินทสูตร ขุททกนิกาย ธรรมบท เล่ม 25 ข้อ 51

แต่เท่าที่สังเกต ผู้ที่แสดงออกว่าไม่ใส่ใจหรือไม่ยึดติดในโลก “—อันเป็นของสมมติ” มักจะออกอาการ “ตบะแตก” รับไม่ได้ เมื่อโลกสมมติแสดงออกกลับมาในลักษณะเดียวกันกับที่ตนเคยทำกับผู้อื่น หากจะเปรียบให้เห็นภาพ ก็ไม่ต่างจากคนขับรถปาดซ้ายปาดขวา ตัดหน้าคนนั้นทีคนนี้ที แสดงอาการเหมือนทุกคนบนท้องถนนโง่ไปหมด แล้วกลับสงสัยว่าทำไมคนอื่นเขาถึงบีบแตร ทำหน้าโกรธเคือง ด่าทอ ขับไล่ให้ไปหาบังเกิดเกล้า นี่ไม่นับถึงคนที่เคยขับแบบไหนก็จะขับแบบนั้น ไม่ดูกฎกติกาจราจร แล้วยังเรียกร้องบีบบังคับให้คนอื่นเปิดทางให้ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมคนทั่วไปถึงไม่ชอบหรือรังเกียจคนประเภทนั้น


หากอ้างอิงพระศาสดาเป็นตัวอย่าง จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกิริยาท่าทางหรือวาจาของพระองค์ผู้เป็นสัตบุรุษ ทรงมีความงดงามทั้งความรู้และความประพฤติ อันเป็นผลมาจากจิตที่สงบรำงับ (วิเวก) ไม่คิดร้าย ไม่เบียดเบียน (อพยาบาท) ปราศจากความทะยานอยาก (วิราคะ) และละเสียซึ่งความยึดมั่นในตัวตน (อัสมิมานะ) อันเป็นต้นเหตุให้ติดอยู่ในโลก จะกล่าวว่าพระองค์เป็นมหาบุรุษที่เปี่ยมด้วยความสุข หรือผู้ที่ไม่เปิดโอกาสให้ความทุกข์เกิดขึ้นในจิตใจเลย ก็มีความหมายเดียวกัน


ดังนั้นเราเองนั่นแหละจะต้องหูไวตาไว มีเสาสัญญาณเพื่อรับรู้ เพื่อเรียนรู้ เพื่อปรับตัวกับสิ่งที่ผู้คนในสังคมไม่ได้แสดงออก อย่างน้อยก็พอให้เข้ากับสังคมนั้น ๆ ให้ได้เสียก่อน หรือหากคิดจะปรับแก้สิ่งที่ไม่เหมาะให้ดีขึ้น ก็ควรจะเริ่มจากการได้รับการยอมรับเสียก่อนว่า “คนผู้นี้เข้าใจปัญหา” เพื่อผู้อื่นจะพร้อมยอมรับว่า “คนผู้นี้มีปัญญา” ทำให้พร้อมที่จะเปิดใจรับฟัง ไม่เช่นนั้นคำพูดของเราก็มีค่าเพียงสองไพเบี้ย



การเยี่ยมนักเรียนที่โรงเรียน


เยี่ยมโรงเรียนมัธยม Asker

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พระอาจารย์คงฤทธิ์ พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาพันธ์ชาวพุทธไทยในประเทศนอร์เวย์ โดยการประสานงานจากพระมหาคำสิงห์ และคุณซาร่า ได้เดินทางไปยังโรงเรียนมัธยม Asker เพื่อพบกับนักเรียนสองกลุ่ม รวมประมาณ 80 คน เพื่อบรรยายและตอบข้อซักถามในหัวข้อ “จริยธรรม”


โดยได้อธิบายหัวข้อหลักว่า สิ่งใดที่สังคมยอมรับหรือไมยอมรับ แม้จะไม่ได้ระบุเป็นกฎระเบียบที่ชัดเจน เมื่อเราเข้าไปอยู่ในสังคมนั้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัว ในทางพุทธศาสนา “ศีล” ไม่ใช่คำสั่งจากพระเจ้า ไม่มีใครคอยให้รางวัลเมื่อทำถูก หรือลงโทษเมื่อทำผิด แต่เป็นสิ่งที่ควรหรือไม่ควรทำตามหลักเหตุและผล


คำถามที่น่าสนใจจากนักเรียน เช่น ทำไมเราต้องเป็นทุกข์? หากชอบหลักการปฏิบัติแต่ยังไม่อยากไปนิพพานจะเป็นอย่างไร? ในความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเราเลือกที่เกิดได้หรือไม่? และผู้หญิงสามารถบรรลุธรรมได้หรือไม่? ก่อนจบกิจกรรม ได้มีการสวดเมตตาสูตรเป็นภาษาอังกฤษให้นักเรียนฟังและอ่านตาม จากนั้นได้มอบพระแก้วมรกตองค์เล็กเป็นที่ระลึก และพระมหาคำสิงห์ได้มอบสายสิญจน์ผูกข้อมือให้นักเรียนเพื่อความเป็นสิริมงคล



แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยออสโล

วันที่ 9 เมษายน พระอาจารย์คงฤทธิ์ ได้รับนิมนต์ให้ไปแสดงธรรมแก่กลุ่มปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิประจำวันพุธ ณ มหาวิทยาลัยออสโล โดยได้เทศนาเกี่ยวกับเรื่องการพึ่งตน พึ่งธรรม (อัตตา ทีปา ธัมมา ทีปา) การทำตนให้เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง และไม่ยึดสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง


ฟังธรรมมะ (ภาษาอังกฤษ)


เยี่ยมนักเรียนโรงเรียน Bytårnet

วันที่ 16 เมษายน พระอาจารย์คงฤทธิ์ ได้รับนิมนต์จากคุณครูสอนวิชาศาสนา ให้ไปให้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแก่นักเรียนชั้นประถมปีที่ 7 ประมาณ 25 คน ของโรงเรียน Bytårnet เมือง Moss ซึ่งเป็นโรงเรียนที่พระอาจารย์เดินทางไปเรียนภาษานอร์เวย์กับศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมไทยทุกวันเสาร์


พระอาจารย์ได้สอนเรื่องธรรมชาติของจิตว่าเป็นประภัสสร (ผ่องใส) เมื่อเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีขึ้น ให้มองว่าเป็นเพียง “แขกผู้มาเยือน” จิตที่ฝึกฝนและตั้งไว้ดีแล้วจะนำประโยชน์และความสุขมาให้เรายิ่งกว่าที่มิตร ญาติ หรือคนที่เรารักจะมอบให้ได้ ในทางกลับกัน จิตที่ตั้งไว้ผิดจะนำโทษและภัยมาให้ยิ่งกว่าที่ศัตรูจะทำกับเรา นอกจากนี้ได้พานักเรียนทดลองนั่งสมาธิ ซึ่งแม้เด็กส่วนใหญ่จะยังไม่คุ้นเคยนัก แต่พระอาจารย์ได้กล่าวกับเด็ก ๆ ว่า แม้ตอนนี้จะยังไม่เข้าใจหรือสนใจ หวังว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ในอนาคต

คุณครูได้เตรียมเชือกผูกแขนมาให้เป็นของที่ระลึก โดยก่อนจะผูกข้อมือได้อธิบายว่า เมื่อสวมแล้วให้เราทุกคนมองกันเป็นเพื่อน อย่างน้อยก็เป็นเพื่อนร่วมเวียนว่ายตายเกิด เพื่อให้เด็ก ๆ มีความเมตตาต่อกันและไม่ทะเลาะกัน


แขกพิเศษมาเยือน


เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ หลวงพ่อหนูสิน สันตจิตโต จากวัดพิศาลโพธิญาณ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ชา ได้เดินทางมาเยี่ยมวัดป่าชิปท์เว็ท พร้อมกับพระสงฆ์อีกสามรูป ได้แก่ พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานวโร พระอาจารย์พัชร โรจนวังโส และพระอาจารย์ศรายุธ ปภัสสโร ในโอกาสนี้หลวงพ่อได้เมตตาแสดงธรรมโปรดญาติโยม ก่อนจะเดินทางต่อไปยังวัดพุทธแดนธรรม เมืองควิเนสดาล (Kvinesdal) และเดินทางกลับประเทศไทยตามลำดับ



แขกพิเศษที่จะมาเยือน


ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมนี้ วัดของเราจะมีพระเถรานุเถระเดินทางมาเยี่ยมหลายรูป ดังนี้:


  • 6–9 มิถุนายน: หลวงพ่อสุจิตโต อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าจิตตวิเวก เมืองชิตเฮิร์ต (Chithurst) ประเทศอังกฤษ

  • 6–10 มิถุนายน: พระอาจารย์เมตติโก พระเถระจากวัดมุตโตทัย เมืองชตัมบัค (Stammbach) ประเทศเยอรมนี

  • 12 มิถุนายน – 17 กรกฎาคม: พระอาจารย์ธัมมิโก จากวัดสุเมธาราม เมืองเอริเซรา (Ericeira) ประเทศโปรตุเกส โดยท่านจะนำสอนกรรมฐานช่วงฤดูร้อนระหว่างวันที่ 20–28 มิถุนายนด้วย

  • 15–20 มิถุนายน: พระอาจารย์เขมสิริ อดีตเจ้าอาวาสวัดธัมมปาละ เมืองคันเดอร์สเตก (Kandersteg) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

  • 5–9 กรกฎาคม: พระอาจารย์อหิงสโก เจ้าอาวาสวัดป่าจิตตวิเวก เมืองชิตเฮิร์ต (Chithurst) ประเทศอังกฤษ

  • 5–13 กรกฎาคม: พระอาจารย์ธัมมสีห เจ้าอาวาสวัดธัมมคิรี เมืองบริสเบน (Brisbane) ประเทศออสเตรเลีย


หากท่านใดประสงค์จะเข้ากราบนมัสการ ทำบุญ หรือสนทนาธรรมกับพระเถระ ขอเชิญทุกท่านเดินทางมาที่วัดตามวันและเวลาดังกล่าว

 
 
bottom of page